มองเด็กให้เป็นเด็ก

เด็กหญิงกำลังนั่งยอง ๆ อยู่บนพื้นกระเบื้องสี มีการ์ดสีสันสดใสที่ติดอยู่ที่หลัง เสื้อผ้าของเธอเป็นสีเหลืองและกางเกงสีเขียว ดินแดนรอบข้างเต็มไปด้วยจุดสีต่าง ๆ ที่เด็กกำลังสำรวจ

โลกทัศน์และชุดความเชื่อของเรา คือรากของพฤติกรรมในชีวิตทุกส่วน เมื่อเรามองเด็ก เรามักเผลอมองผ่านกรอบของผู้ใหญ่ กรอบที่เชื่อว่า “เรารู้มากกว่า” แต่ความจริง เด็กเล็กคือมนุษย์เต็มตัวคนหนึ่ง ผู้มีโลกภายในอันซับซ้อน ความรู้สึกนึกคิด ความสัมพันธ์ และปัญญาในแบบของเขาเอง

วันนี้จึงอยากชวนคุณพ่อคุณแม่ และครูทุกคน มาสำรวจอีกครั้งว่า เรามองเด็กอย่างไร? เด็กต้องการอะไรจากเรา? และเราจะทำอะไรได้บ้างที่จะเป็นประโยชน์กับเด็กในฐานะผู้ใหญ่?

ความเข้าใจที่ผิดพลาด

มายาคติหนึ่งที่ฝังลึก คือการมองว่า “เด็กเป็นแก้วเปล่า” ที่รอให้ผู้ใหญ่เติมความรู้ ประสบการณ์ และคุณค่าเข้าไป ในความเป็นจริง เด็กปฐมวัยเดินเข้ามาในห้องเรียน ในฐานะ “บุคคลที่มีความซับซ้อน” อยู่แล้ว เขามีความสัมพันธ์กับครอบครัว มีโลกทางอารมณ์ที่กำลังงอกงาม และมีวัฒนธรรม ชุมชน และพื้นที่เรียนรู้ของตนเอง

งานวิจัยทางสมองของ Harvard Center on the Developing Child พบว่า สมองของเด็กเล็กตอบสนองต่อประสบการณ์ทางอารมณ์และสังคมอย่างเข้มข้น สิ่งเหล่านี้กลายเป็นรากฐานสำคัญของการคิด การเรียนรู้ และการมีสัมพันธ์ที่ดีในอนาคต

แต่ในขณะเดียวกัน พลังชีวิตของเขาก็อ่อนไหวต่อการปฏิบัติของผู้ใหญ่ แม้เราจะรัก แต่หากขาดความเข้าใจที่แท้จริง ความรักนั้นอาจกลายเป็นการทำร้ายโดยไม่รู้ตัว

เด็กคือ “แก้วที่มีน้ำอยู่แล้ว”

เด็กไม่ใช่ทั้งแก้วเปล่าและไม่ใช่แก้วที่เต็ม เด็กเป็นแก้วที่มีน้ำอยู่บางส่วน และพร่องอยู่บางส่วน หน้าที่ของผู้ใหญ่คือการเอื้อให้เด็กได้ “ต่อเติม” ตนเอง จากทรัพยากรภายในที่เขามีอยู่แล้ว

แนวคิดเรจจิโอ เอมิเลียกล่าวไว้ว่า ผู้ใหญ่ควรเป็น “ผู้ร่วมเรียนรู้ (co-learner)” มากกว่าผู้สอน เพื่อให้เด็กได้สำรวจและสร้างความรู้จากมุมมองของตนเอง การฟังเด็กจึงเป็นการเปิดประตูสู่โลกของเขา

เราจะช่วยเหลือเด็กได้อย่างแท้จริงก็ต่อเมื่อ เรา “มองโลกจากมุมของเด็ก” และนั่นหมายถึงการ ฟัง มากกว่าสอน ฟังเสียงเขา สังเกตการเล่นของเขา สนทนาอย่างเท่าเทียม เพื่อให้เด็กเข้าใจสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น และเพื่อให้ผู้ใหญ่เข้าใจโลกของเด็กด้วยเช่นกัน

หลีกเลี่ยงการ “ทำให้เป็นผู้ใหญ่” เกินวัย

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยคือการสร้างสภาพแวดล้อมแบบผู้ใหญ่ (adultify) ที่ทุกอย่างถูกออกแบบด้วยความคิดของผู้ใหญ่เป็นศูนย์กลาง ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่เด็กต้องการ และไม่เกื้อหนุนต่อพัฒนาการของเด็ก หลายครั้งเป็นความคาดหวังและความหวังดีของผู้ใหญ่เองที่ฉุดรั้งพัฒนาการของลูก

การเร่งรัดการเรียนรู้ในวัยก่อนประถมมีแนวโน้มทำให้เด็กเกิดความเครียด และลดความสามารถในการเรียนรู้เชิงลึกในระยะยาว

สิ่งที่เด็กเล็กต้องการมากที่สุดคือ “โอกาส” ซึ่งหมายถึงพื้นที่และเวลาที่จะเรียนรู้ เติบโต และมีชีวิตวัยเด็กอย่างเต็มเปี่ยม ไม่ใช่ของเล่นราคาแพง หรือหลักสูตรระดับประถมที่มาถึงก่อนวัยอันควร

มนุษย์ทุกคนสมควรได้รับสิทธิในการเรียนรู้และพัฒนาตามธรรมชาติของวัย เช่นเดียวกับต้นไม้ที่ต้องการเวลาเติบโต เด็กเองก็ต้องการจังหวะชีวิตของตนเอง การเร่งให้เขาโตเกินวัยมีแต่จะพรากความสุขของวัยเด็กไป และยังจะทำให้รากแห่งการเรียนรู้ของเขาอ่อนแอลงในระยะยาว

การเรียนรู้คือความรัก

สำหรับเด็กเล็ก “การเรียนรู้” และ “ความรัก” คือสิ่งเดียวกัน เขาเรียนรู้ผ่านการเล่น ผ่านการทดลอง ผ่านมิตรภาพ ผ่านคำถามและเสียงหัวเราะ การเล่นอิสระ (free play) คือสนามของการเรียนรู้และเติบโตที่ดีที่สุด เพราะในนั้นมีทั้งความสุข ความสัมพันธ์ และการสำรวจโลกในแบบของตนเอง

นักจิตวิทยาชาวรัสเซีย เลฟ วีก็อตสกี เคยกล่าวไว้ว่า “การเรียนรู้เป็นกระบวนการทางสังคม ก่อนจะเป็นกระบวนการส่วนบุคคล”

เด็กเติบโตผ่านการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น เมื่อผู้ใหญ่เปิดพื้นที่ให้เด็กได้เล่นและมีส่วนร่วมอย่างอิสระ การเรียนรู้ของเขาก็จะเกิดขึ้นเองอย่างลึกซึ้งและยั่งยืน

มองเด็กให้เป็น “มนุษย์”

เมื่อเราเคารพในตัวเด็กและมองเด็กเป็น “มนุษย์” เราจะมองเห็นทั้งความเปราะบางและความยิ่งใหญ่ในตัวเขา เห็นทั้งน้ำใสและฟองคลื่นที่ก่อตัวอยู่ภายใน เห็นเขาเป็นทั้งอนาคตของเราและ “ปัจจุบันของโลกใบนี้”

ขอเพียงเราหยุดมองเขาเป็นสิ่งที่ต้องปั้น แล้วเริ่มมองเขาเป็นสิ่งที่กำลัง “งอกงามด้วยตัวเอง” ตามคำขวัญของโรงเรียนว่า “เรียนเล่นสมวัย ชีวิตก้าวไกล เพราะเริ่มต้นดี”

หน้าที่ของเราคือการสร้างสภาพแวดล้อมให้เด็กได้เป็นเด็ก อย่างสมบูรณ์ และอย่างภาคภูมิในความเป็นตนเอง โดยมีผู้ใหญ่เป็นผู้สังเกตและส่งเสริมอำนวยการพัฒนาการ

เครดิต หนังสือ “พลังแห่งวัยเยาว์” ที่ถูกแปลและเรียบเรียงขึ้นโดย ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช จากหนังสือ The Importance of Being Little : What Young Children Really Need from Grownups โดย Ericka Christaki

ใส่ความเห็น

คำถามที่พบบ่อย

การรับสมัครนักเรียน
เด็กสามารถเข้าโรงเรียนอนุบาลเทพารักษ์ได้ตั้งแต่อายุเท่าไหร่?

เรารับนักเรียนตั้งแต่ชั้นเตรียมอนุบาล โดยเด็กควรมีอายุครบ 2 ปีบริบูรณ์ในวันที่ 16 พฤษภาคมของปีการศึกษานั้นๆ เพื่อให้พร้อมต่อการปรับตัวและได้รับประสบการณ์การเรียนรู้ที่เหมาะสมกับวัย

สามารถเข้าเรียนชั้นอนุบาล 2 หรือ 3 ได้ไหม?

เด็กสามารถเข้าเรียนชั้นอนุบาล 2 หรือ 3 ได้ โดยขึ้นอยู่กับจำนวนที่นั่งว่างในแต่ละปีการศึกษา และการพิจารณาความพร้อมของโรงเรียนในการดูแลเด็กแต่ละช่วงวัยอย่างใกล้ชิดและทั่วถึง

โรงเรียนเปิดรับสมัครเมื่อไหร่และมีขั้นตอนอย่างไร?

ผู้ปกครองที่สนใจสมัครเรียนสามารถกรอกแบบฟอร์มแสดงความประสงค์ได้ทางออนไลน์ ซึ่งจะเปิดในช่วงไตรมาสที่ 3 สามารถอ่านเกี่ยวกับขั้นตอนการรับสมัครเพิ่มเติมได้ที่นี่

แนวทางการเรียนการเรียนรู้
โรงเรียนมีแนวทางการเรียนการสอนอย่างไร?

เราใช้แนวทางการเรียนรู้ผ่านการเล่น (Play-based Learning) เป็นหลัก โดยเน้นการลงมือทำและการใช้ชีวิตจริงในแต่ละวัน เด็กจะเรียนรู้และค้นพบอัจฉริยภาพในตัวเอง (Multiple Intelligence) ได้พัฒนาอย่างเป็นองค์รวมทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และจิตใจ เราใช้ศิลปะ ดนตรี และการเคลื่อนไหวประกอบการเรียนรู้ เด็กๆ จะได้เล่นและเรียนจากธรรมชาติทั้งภายในและรอบนอกตัวเอง โดยสอดคล้องกับความสนใจและพัฒนาการของเด็ก การเรียนในแนวทางนี้จะช่วยหล่อเลี้ยงแรงบันดาลใจในการเรียนรู้จากภายในให้เติบโต อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่

โรงเรียนมีวิธีการประเมินพัฒนาการเด็กอย่างไร?

เราใช้การสังเกตใกล้ชิดอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งบันทึกพัฒนาการของเด็กในรูปแบบแฟ้มสะสมงาน (portfolio) และรายงานพัฒนาการที่เป็นภาพรวมจากหลายมิติ เพื่อสะท้อนการเติบโตของเด็กอย่างรอบด้าน

พ่อแม่สามารถมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ของลูกได้มากน้อยแค่ไหน?

เราให้ความสำคัญกับความร่วมมือระหว่างบ้านกับโรงเรียน และเปิดพื้นที่ให้ผู้ปกครองมีส่วนร่วมอย่างเหมาะสม เช่น การแลกเปลี่ยนข้อมูลพัฒนาการผ่านบันทึกลูกรักรายสัปดาห์ การทำโครงงานร่วมกับลูก การเข้าร่วมกิจกรรมในโอกาสต่างๆ การประชุมร่วมกัน เราเห็นว่าความร่วมมือระหว่างบ้านและโรงเรียนเป็นสิ่งสำคัญ และเรายินดีที่จะเปิดรับความคิดเห็นและความห่วงใยของผู้ปกครองเสมอ

ชีวิตประจำวันของเด็กๆ
มีอาหารกลางวันให้ไหม และมีตัวเลือกสำหรับเด็กที่แพ้อาหารหรือไม่?

โรงเรียนจัดเตรียมอาหารกลางวันและของว่างที่เหมาะสมกับวัย โดยเน้นอาหารที่สดใหม่ ปรุงจากวัตถุดิบคุณภาพดี และปลอดภัยสำหรับเด็ก หากลูกมีข้อจำกัดด้านอาหารหรือแพ้อาหารบางประเภท ผู้ปกครองสามารถแจ้งให้โรงเรียนทราบเพื่อจัดเมนูเฉพาะให้ได้ โดยคุณครูประจำชั้นและพนักงานจะช่วยระมัดระวังทุกครั้งในช่วงรับประทานอาหารกลางวัน อาหารว่าง และกิจกรรมประกอบอาหารต่างๆ

โรงเรียนมีนโยบายเกี่ยวกับการนอนกลางวันอย่างไร?

เราจัดเวลาให้นอนกลางวันในช่วงหลังอาหารกลางวันสำหรับชั้นเตรียมอนุบาล จนถึงชั้นอนุบาล 2 โดยเด็กสามารถเลือกได้ว่าจะนอนพักจริงๆ หรือพักผ่อนเงียบๆ กับมุมสงบ เราเคารพความต้องการของแต่ละคน เพราะเด็กบางคนอาจไม่ต้องการนอนในบางวัน การนอนหรือการพักเป็นส่วนหนึ่งของการฟังร่างกายตัวเอง ซึ่งเป็นทักษะสำคัญที่เราส่งเสริม

เด็กๆ ได้ทำกิจกรรมกลางแจ้งบ่อยแค่ไหน?

โดยปกติแล้วเด็กๆ จะได้ทำกิจกรรมกลางแจ้งทุกวัน เราให้ความสำคัญกับการใช้เวลาในธรรมชาติอย่างสม่ำเสมอ ทั้งการเล่นอิสระที่สนาม การทำสวน การเรียนรู้จากสิ่งแวดล้อมรอบตัว เพราะเราเชื่อว่าธรรมชาติคือครูที่ดีที่สุดในการส่งเสริมทั้งสุขภาพกายและสุขภาวะทางใจ ทั้งนี้จะมีการประเมินความเหมาะสมของสภาพอากาศและคุณภาพอากาศก่อนเด็กออกมาเล่นทุกครั้ง

โรงเรียนมีบริการรับส่งนักเรียนไหม?

ขณะนี้โรงเรียนยังไม่มีบริการรถรับส่ง หากมีความจำเป็น เราสนับสนุนให้ผู้ปกครองรวมกลุ่มกันจัดการเดินทางร่วมกันในฐานะกัลยาณมิตรในชุมชนที่ช่วยกันดูแลลูกๆ