สนามเด็กเล่นผจญภัย: พื้นที่แห่งการทดลอง การค้นพบ และการเติบโต

“ผู้ใหญ่ทุกคนล้วนเคยเป็นเด็กมาก่อน แต่น้อยคนนักที่จะจดจำช่วงเวลานั้นได้”

— Antoine de Saint-Exupéry, เจ้าชายน้อย

หากลองนึกถึงความทรงจำในวัยเด็กของเรา หลายคนอาจนึกถึงภาพการวิ่งเล่นกับเพื่อนจนหอบแฮก การปีนต้นไม้จนเข่าแดง หรือการเล่นซ่อนแอบในช่วงโพล้เพล้ที่ทำให้ใจเต้นแรง

ประสบการณ์เหล่านั้นอาจดูโลดโผนในสายตาของผู้ใหญ่ แต่นับเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ทำให้เราได้รู้จักตัวเอง กล้าลองสิ่งใหม่ๆ สนิทกับเพื่อน และค่อยๆ เติบโตขึ้นทีละน้อย

เมื่อโตขึ้นและกลายเป็นพ่อแม่หรือครู ด้วยความรักและความห่วงใยที่มีต่อเด็กๆ บางครั้งเราก็หลงลืมความรู้สึกในวันเหล่านั้นไป พื้นที่เล่นจำนวนมากในปัจจุบันจึงถูกออกแบบให้ปลอดภัยที่สุด เรียบร้อยที่สุด และคาดเดาได้มากที่สุด เพื่อความสบายใจของผู้ใหญ่

และบ่อยครั้ง ความพยายามที่ก่อเกิดจากเจตนาดีเหล่านั้นกลับทำให้เด็กๆ พลาดโอกาสสำคัญบางอย่างไป

โอกาสที่จะได้ประเมินสถานการณ์ด้วยตัวเอง
โอกาสที่จะได้ตัดสินใจ
โอกาสที่จะได้ลองผิดลองถูก
และโอกาสที่จะได้ค้นพบว่าตัวเองทำอะไรได้มากกว่าที่คิด

สำหรับเด็กๆ แล้ว สนามเด็กเล่นที่เปิดโอกาสให้เผชิญความท้าทายตามธรรมชาติ จึงเป็นพื้นที่ที่พวกเขาได้ลองรับมือกับสิ่งที่คาดเดาไม่ได้เล็กๆ น้อยๆ ก่อนจะค่อยๆ เติบโตออกไปเจอโลกที่กว้างขึ้น

การเรียนรู้เรื่องสำคัญที่สุดหลายอย่างในชีวิตของเราไม่ได้เกิดขึ้นจากการนั่งฟังในห้องเรียน แต่เกิดขึ้นระหว่างการเล่น การใช้ชีวิต การลองผิดลองถูก และการตัดสินใจด้วยตัวเอง

สนามเด็กเล่นที่มีจิตวิญญาณ

เมื่อเราเริ่มออกแบบพื้นที่เล่นแห่งใหม่ จึงรู้สึกเป็นธรรมชาติที่จะสร้างพื้นที่เล่นโดยใช้พื้นที่รอบต้นประดู่เดิมซึ่งเคยรับเด็กๆ ที่ไถลลงจากสไลด์เดอร์มาร่วมสี่สิบปี

หลายคนที่เคยเป็นนักเรียนที่นี่ในวัยเด็ก วันนี้เติบโตเป็นคุณพ่อคุณแม่แล้ว แต่คุณประดู่ก็ยังคงยืนอยู่ที่เดิม คุณประดู่ได้เห็นเด็กๆ นับไม่ถ้วนวิ่งเล่น หกล้ม หัวเราะ ทะเลาะกัน ดีกัน และค่อยๆ เติบโตขึ้นทีละน้อยปีแล้วปีเล่า

เราจึงสร้างบ้านไม้โอบกอดคุณประดู่ เพื่อซึมซับความรักความอบอุ่นนั้น โดยใช้ไม้เนื้อแข็งเก่าเพื่อให้เด็กๆ ได้สัมผัสกับสัจจะวัสดุและยังเป็นการใช้ประโยชน์จากของขวัญของโลกด้วยความรู้คุณอีกด้วย

ในวัฒนธรรมไทย ต้นประดู่ยังเป็นสัญลักษณ์ของความมั่นคงและความสามัคคี ซึ่งเป็นคุณค่าที่เราอยากให้เด็กๆ ได้สัมผัสผ่านประสบการณ์จริงในทุกๆ วัน

สำหรับพวกเรา บ้านรอบคุณประดู่จึงเป็นทั้งสนามเด็กเล่น บ้านและร้านค้าของเด็กๆ และอีกหนึ่งพื้นที่ที่การเติบโตยังคงเกิดขึ้นต่อไปใต้ต้นไม้ต้นเดิม

พื้นที่เล่นแห่งใหม่นี้ได้รับแรงบันดาลใจจากแนวคิด Risky Play (การเล่นที่ท้าทายความสามารถและการประเมินความเสี่ยง) และ Child Agency (การที่เด็กได้เป็นเจ้าของการเรียนรู้ของตนเอง) ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการศึกษาที่เคารพศักยภาพของเด็ก ไม่ว่าจะเป็น Montessori, Waldorf, Reggio Emilia และองค์ความรู้ด้านพัฒนาการเด็กและประสาทวิทยาในปัจจุบัน

เราหวังว่าที่นี่จะเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่เด็กๆ ได้เรียนรู้ผ่านประสบการณ์ตรง การลงมือทำ และการค้นพบศักยภาพของตนเองในจังหวะที่เหมาะสมกับธรรมชาติของแต่ละคน

ทำไมเราจึงควรให้เด็กๆ เผชิญ “ความเสี่ยง”?

สำหรับผู้ใหญ่หลายท่าน คำว่า “ความเสี่ยง” เป็นเรื่องที่น่ากังวล
แต่ในมุมพัฒนาการเด็ก คำว่า Risky Play ไม่ได้หมายถึงการปล่อยให้เด็กอยู่ในอันตราย หากหมายถึงการเปิดโอกาสให้เด็กได้เผชิญความท้าทายที่เหมาะสมกับวัย ภายใต้สภาพแวดล้อมที่ได้รับการดูแลและออกแบบอย่างรอบคอบ

เพราะเมื่อเด็กได้ลองเล่นกับความสูง ความเร็ว ความไม่แน่นอน หรือสถานการณ์ที่ต้องตัดสินใจด้วยตนเอง ในคราบของการเล่นนั้นเองพวกเขากำลังสร้างรากฐานสำคัญของการเรียนรู้และการเติบโตในหลายมิติ เมื่อเราเฝ้าสังเกตอย่างใกล้ชิด เราจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าสภาพแวดล้อมเป็นครูคนสำคัญของเด็กๆ

“ความเสี่ยง กับ อันตราย ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน”

สิ่งสำคัญที่เราให้ความใส่ใจในการออกแบบสนามเด็กเล่นผจญภัย คือการแยกแยะระหว่าง “ความเสี่ยง” (Risk) และ “อันตราย” (Hazard)

ความเสี่ยง คือสิ่งที่เด็กมองเห็น ประเมิน และเรียนรู้ที่จะจัดการได้ เช่น การปีนขึ้นที่สูงในระดับที่เหมาะสม การเดินบนพื้นผิวที่ไม่แน่นอน หรือการใช้เครื่องมือภายใต้การดูแล

ส่วนอันตราย คือสิ่งที่เด็กไม่สามารถคาดการณ์หรือรับรู้ได้ เช่น เศษแก้ว ตะปู หรือโครงสร้างที่ชำรุด 

หน้าที่ของเด็กคือการเรียนรู้ที่จะประเมินความเสี่ยง ซึ่งหมายรวมการรู้จักตนเอง รู้จักสภาพแวดล้อม และรู้จักสิ่งที่อยู่ระหว่างสองสิ่งนั้น

หน้าที่ของผู้ใหญ่คือการจัดการอันตรายที่ไม่ควรเกิดขึ้น

เราเชื่อว่าทั้งสองสิ่งนี้สามารถอยู่ร่วมกันได้ และเป็นสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่ง เพื่อช่วยสนับสนุนให้พัฒนาการของเด็กๆ เกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ผ่านการเล่นอิสระ ซึ่งเป็นวิธีที่ธรรมชาติที่สุดสำหรับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

สนามเด็กเล่นผจญภัยดีต่อกาย ใจ สังคม สติปัญญา EF และ Self ของเด็ก อย่างไรบ้าง?

1. รู้จักร่างกายและเรียนรู้ที่จะดูแลตัวเอง

เมื่อเด็กปีน โหน กระโดด มุดลอด หรือทรงตัวบนพื้นผิวที่แตกต่างหลากหลาย พวกเขากำลังทำมากกว่าการออกกำลังกาย เด็กๆ จะคอยสังเกต คอยชั่งใจ และปรับการเคลื่อนไหวของตัวเองอยู่ตลอดเวลา เราสังเกตเห็นว่าเมื่อพื้นที่เล่นมีความท้าทายมากขึ้น เด็กๆ ก็จะใช้ร่างกายอย่างละเอียดและระมัดระวังมากขึ้นเช่นกัน

พวกเขาเรียนรู้ว่าตัวเองก้าวได้ไกลแค่ไหน ยกของหนักได้แค่ไหน ควรหยุดเมื่อไร หรือต้องคว้าจับอะไรตรงไหน
นี่คือบทเรียนเรื่องการฟังร่างกายตนเอง ซึ่งไม่มีใครสอนแทนได้

งานวิจัยหลายชิ้นพบว่า เด็กมักได้รับบาดเจ็บรุนแรงจากสนามเด็กเล่นแบบสำเร็จรูปที่มีรูปแบบตายตัว มากกว่าพื้นที่เล่นที่เปิดโอกาสให้เด็กประเมินและจัดการความเสี่ยงด้วยตนเอง

2. สร้างความกล้าและภูมิต้านทานทางใจ

ในช่วงทดลองเปิดพื้นที่เล่นใหม่ เราเห็นเด็กคนหนึ่งยืนมองเสาปีนอยู่นานเป็นนาที
เขาเหยียบขึ้นไปหนึ่งก้าวแล้วถอยลงมา
แหงนมองอีกครั้ง
ลองใหม่อีกครั้ง
และอีกครั้ง
จนในที่สุดเขาก็ขึ้นไปถึงจุดสูงสุดได้สำเร็จ
เมื่อถึงปลายทาง เขาค้างยิ้มด้วยความอิ่มเอม ก่อนจะกระโดดลงมาแล้วเริ่มต้นปีนใหม่อีกครั้ง

เราเห็นภาพแบบนี้เกิดขึ้นอยู่เสมอ
บางคนขอข้ามไปก่อนแล้วกลับมาลองใหม่ในวันถัดไป บางคนสู้ต่อจนหมดแรง บางคนหันมาขอกำลังใจจากครูแล้วจึงกล้าก้าวต่อ

เด็กแต่ละคนมีจังหวะของตัวเอง
และทุกครั้งที่พวกเขาก้าวผ่านความกลัวเล็กๆ เหล่านั้นได้ พวกเขากำลังสร้างความยืดหยุ่นทางใจ (Resilience) ที่จะติดตัวไปตลอดชีวิต

3. ห้องเรียนการอยู่ร่วมกัน

ใครจะใช้ตรงนี้ก่อน? จะช่วยกันยกไม้ท่อนนี้อย่างไร? จะสร้างสะพานตรงไหนดี?
คำถามเหล่านี้เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ เมื่อพื้นที่เล่นไม่ได้ถูกกำหนดวิธีใช้งานตายตัว เด็กๆ จึงจำเป็นต้องสร้างข้อตกลงร่วมกันขึ้นมา

เราจะเห็นเด็กๆ ช่วยเชียร์เพื่อนที่กำลังลังเล เห็นเด็กคนหนึ่งยื่นมือให้เพื่อนที่ยังไม่มั่นใจ เห็นพวกเขาสอนกันเล่นท่าใหม่ๆ ปฏิเสธที่จะเล่นท่าใหม่นั้น หรือหาทางตกลงกันเองเมื่ออยากใช้ของชิ้นเดียวกัน

พวกเขาได้ฝึกฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง ฝึกเจรจา ฝึกแก้ปัญหาความขัดแย้ง และเรียนรู้ที่จะคิดถึงผู้อื่นอย่างเป็นธรรมชาติ ประสบการณ์เหล่านี้จะบ่มเพาะรากฐานของการอยู่ร่วมกันในสังคมให้แข็งแรง

4. จากผู้เล่น สู่ผู้ออกแบบการเล่น

เครื่องเล่นสำเร็จรูปจำนวนมากถูกออกแบบมาให้ใช้งานได้เพียงไม่กี่วิธี
สไลเดอร์มีไว้ไถลลง บันไดมีไว้ปีนขึ้น เด็กจึงมีบทบาทเป็นผู้ใช้งานมากกว่าผู้สร้างสรรค์ บ่อยครั้งที่พวกเขาจะหาวิธีเล่นที่สนุกขึ้นแต่ก็มักถูกมองว่าเป็นการเล่นพิเรนทร์และถูกสั่งห้ามไว้ก่อน

ที่สนามเด็กเล่นผจญภัย เด็กๆ ได้รับการสนับสนุนให้คิดสร้างสรรค์ พวกเขาสามารถคิดหาเส้นทางการปีนป่ายใหม่ๆ มีท่าใหม่ๆ มีวิธีใหม่ๆ เสมอ และแน่นอนว่าเมื่อเราสังเกตการเล่นของเด็กอย่างจดจ่อ เราก็จะเห็นว่าสนามเด็กเล่นเองก็จะวิวัฒนาการไปกับเด็กๆ ด้วย

และเพื่อช่วยให้มีความสดใหม่อยู่เสมอ เราจึงเลือกใช้วัสดุธรรมชาติ ผสมผสานพื้นที่เปิด และชิ้นส่วนอิสระ (Loose Parts) ที่เด็กๆ สามารถนำมาจัดวาง เคลื่อนย้าย หรือดัดแปลงได้หลากหลายรูปแบบ และเล่นได้ตามกติกาที่เด็กๆ คิดค้นเองทุกครั้ง

ใบไม้กองหนึ่งกลายเป็นเครื่องต้มยำไก่ ซุ้มมุมจากกลายเป็นถ้ำของสัตว์ประหลาด กระดานไม้กลายเป็นสะพานข้ามแม่น้ำที่ต้องซื้อตั๋วผ่านทาง

เมื่อไม่มีคำตอบสำเร็จรูป เด็กๆ จึงได้คิด วางแผน ทดลอง แก้ปัญหา และปรับเปลี่ยนแนวทางของตนเองอยู่ตลอดเวลา ทักษะสมองส่วนหน้า หรือ Executive Functions (EF) ได้รับการพัฒนาผ่านการเล่นที่มีความหมาย

เมื่อเด็กมีโอกาสคิดสิ่งหนึ่งขึ้นมา แล้วค่อยๆ ลงมือทำจนเกิดขึ้นจริง ไม่ว่าจะเป็นสะพาน เมืองในจินตนาการ หรือร้านอาหารจากใบไม้ พวกเขาจะได้สัมผัสความรู้สึกสำคัญอย่างหนึ่ง คือ “ฉันคิดได้ และฉันทำได้” และของเหล่านี้จับต้องได้

ความรู้สึกเล็กๆ นี้เองที่ค่อยๆ สะสมเป็นความเชื่อมั่นในตัวเองจากภายใน

พื้นที่ผจญภัยที่ผู้ใหญ่เรียนรู้ที่จะไว้วางใจ และเด็กๆ เรียนรู้ที่จะเติบโต

เราตั้งใจให้สนามเด็กเล่นผจญภัยเป็นพื้นที่เรียนรู้ร่วมกันของทั้งเด็กและผู้ใหญ่

เราเข้าใจดีว่าการเฝ้ามองลูกรักปีนป่าย เดินทรงตัว หรือหยิบจับสิ่งที่ดูท้าทาย อาจทำให้ผู้ใหญ่ใจหายแวบในบางครั้ง
ความรู้สึกนั้นเป็นเรื่องธรรมดาและมันก่อเกิดจากความรักที่เรามีต่อพวกเขา
แต่เราก็เชื่อว่ามันเป็นงานที่คุ้มค่าที่ผู้ใหญ่พึงวางใจให้เด็กได้ทำ

เพราะเราได้เห็นกับตาอยู่ทุกวันว่า เมื่อเด็กได้รับโอกาสและความไว้วางใจ พวกเขามักทำสิ่งต่างๆ ได้มากกว่าที่ผู้ใหญ่คาดคิดเสมอ

เราจึงชวนกันค่อยๆ เปลี่ยนจากการรีบเข้าไปป้องกันทุกสถานการณ์ มาเป็นการเฝ้าสังเกตอยู่ใกล้ๆ ด้วยความไว้วางใจ ชวนถามหรือให้กำลังใจเมื่อเห็นว่าเขาต้องการ และลดการแทรกแซงให้น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เปลี่ยนจากการคิดแบบ “ปลอดภัยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้” (Safe as possible) มาเป็น “ปลอดภัยเท่าที่จำเป็น” (Safe as necessary)

เราจะได้เห็นแววตาที่พวกเขากำลังตัดสินใจด้วยตัวเอง ได้เห็นความภูมิใจเมื่อพวกเขาทำสำเร็จ ได้เห็นความกล้าหาญเล็กๆ ที่กำลังค่อยๆ เติบโตอยู่ภายใน

เพียงเราให้โอกาสเด็กๆ ได้ลองผิดลองถูก เรียนรู้จากประสบการณ์ของตัวเอง และค่อยๆ เติบโตในแบบของเขา

ยินดีต้อนรับสู่ “สนามเด็กเล่นผจญภัย”

พื้นที่แห่งการเล่น การค้นพบ และการเติบโตที่เราอยากแบ่งปันร่วมกันกับเด็กๆ และทุกครอบครัว ที่โรงเรียนอนุบาลเทพารักษ์

สามารถฟังหรืออ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับประโยชน์ของการเล่นที่มีความเสี่ยงได้ในลิ้งค์ด้านล่าง

ใส่ความเห็น

คำถามที่พบบ่อย

การรับสมัครนักเรียน
เด็กสามารถเข้าโรงเรียนอนุบาลเทพารักษ์ได้ตั้งแต่อายุเท่าไหร่?

เรารับนักเรียนตั้งแต่ชั้นเตรียมอนุบาล โดยเด็กควรมีอายุครบ 2 ปีบริบูรณ์ในวันที่ 16 พฤษภาคมของปีการศึกษานั้นๆ เพื่อให้พร้อมต่อการปรับตัวและได้รับประสบการณ์การเรียนรู้ที่เหมาะสมกับวัย

สามารถเข้าเรียนชั้นอนุบาล 2 หรือ 3 ได้ไหม?

เด็กสามารถเข้าเรียนชั้นอนุบาล 2 หรือ 3 ได้ โดยขึ้นอยู่กับจำนวนที่นั่งว่างในแต่ละปีการศึกษา และการพิจารณาความพร้อมของโรงเรียนในการดูแลเด็กแต่ละช่วงวัยอย่างใกล้ชิดและทั่วถึง

โรงเรียนเปิดรับสมัครเมื่อไหร่และมีขั้นตอนอย่างไร?

ผู้ปกครองที่สนใจสมัครเรียนสามารถกรอกแบบฟอร์มแสดงความประสงค์ได้ทางออนไลน์ ซึ่งจะเปิดในช่วงไตรมาสที่ 3 สามารถอ่านเกี่ยวกับขั้นตอนการรับสมัครเพิ่มเติมได้ที่นี่

แนวทางการเรียนการเรียนรู้
โรงเรียนมีแนวทางการเรียนการสอนอย่างไร?

เราใช้แนวทางการเรียนรู้ผ่านการเล่น (Play-based Learning) เป็นหลัก โดยเน้นการลงมือทำและการใช้ชีวิตจริงในแต่ละวัน เด็กจะเรียนรู้และค้นพบอัจฉริยภาพในตัวเอง (Multiple Intelligence) ได้พัฒนาอย่างเป็นองค์รวมทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และจิตใจ เราใช้ศิลปะ ดนตรี และการเคลื่อนไหวประกอบการเรียนรู้ เด็กๆ จะได้เล่นและเรียนจากธรรมชาติทั้งภายในและรอบนอกตัวเอง โดยสอดคล้องกับความสนใจและพัฒนาการของเด็ก การเรียนในแนวทางนี้จะช่วยหล่อเลี้ยงแรงบันดาลใจในการเรียนรู้จากภายในให้เติบโต อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่

โรงเรียนมีวิธีการประเมินพัฒนาการเด็กอย่างไร?

เราใช้การสังเกตใกล้ชิดอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งบันทึกพัฒนาการของเด็กในรูปแบบแฟ้มสะสมงาน (portfolio) และรายงานพัฒนาการที่เป็นภาพรวมจากหลายมิติ เพื่อสะท้อนการเติบโตของเด็กอย่างรอบด้าน

พ่อแม่สามารถมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ของลูกได้มากน้อยแค่ไหน?

เราให้ความสำคัญกับความร่วมมือระหว่างบ้านกับโรงเรียน และเปิดพื้นที่ให้ผู้ปกครองมีส่วนร่วมอย่างเหมาะสม เช่น การแลกเปลี่ยนข้อมูลพัฒนาการผ่านบันทึกลูกรักรายสัปดาห์ การทำโครงงานร่วมกับลูก การเข้าร่วมกิจกรรมในโอกาสต่างๆ การประชุมร่วมกัน เราเห็นว่าความร่วมมือระหว่างบ้านและโรงเรียนเป็นสิ่งสำคัญ และเรายินดีที่จะเปิดรับความคิดเห็นและความห่วงใยของผู้ปกครองเสมอ

ชีวิตประจำวันของเด็กๆ
มีอาหารกลางวันให้ไหม และมีตัวเลือกสำหรับเด็กที่แพ้อาหารหรือไม่?

โรงเรียนจัดเตรียมอาหารกลางวันและของว่างที่เหมาะสมกับวัย โดยเน้นอาหารที่สดใหม่ ปรุงจากวัตถุดิบคุณภาพดี และปลอดภัยสำหรับเด็ก หากลูกมีข้อจำกัดด้านอาหารหรือแพ้อาหารบางประเภท ผู้ปกครองสามารถแจ้งให้โรงเรียนทราบเพื่อจัดเมนูเฉพาะให้ได้ โดยคุณครูประจำชั้นและพนักงานจะช่วยระมัดระวังทุกครั้งในช่วงรับประทานอาหารกลางวัน อาหารว่าง และกิจกรรมประกอบอาหารต่างๆ

โรงเรียนมีนโยบายเกี่ยวกับการนอนกลางวันอย่างไร?

เราจัดเวลาให้นอนกลางวันในช่วงหลังอาหารกลางวันสำหรับชั้นเตรียมอนุบาล จนถึงชั้นอนุบาล 2 โดยเด็กสามารถเลือกได้ว่าจะนอนพักจริงๆ หรือพักผ่อนเงียบๆ กับมุมสงบ เราเคารพความต้องการของแต่ละคน เพราะเด็กบางคนอาจไม่ต้องการนอนในบางวัน การนอนหรือการพักเป็นส่วนหนึ่งของการฟังร่างกายตัวเอง ซึ่งเป็นทักษะสำคัญที่เราส่งเสริม

เด็กๆ ได้ทำกิจกรรมกลางแจ้งบ่อยแค่ไหน?

โดยปกติแล้วเด็กๆ จะได้ทำกิจกรรมกลางแจ้งทุกวัน เราให้ความสำคัญกับการใช้เวลาในธรรมชาติอย่างสม่ำเสมอ ทั้งการเล่นอิสระที่สนาม การทำสวน การเรียนรู้จากสิ่งแวดล้อมรอบตัว เพราะเราเชื่อว่าธรรมชาติคือครูที่ดีที่สุดในการส่งเสริมทั้งสุขภาพกายและสุขภาวะทางใจ ทั้งนี้จะมีการประเมินความเหมาะสมของสภาพอากาศและคุณภาพอากาศก่อนเด็กออกมาเล่นทุกครั้ง

โรงเรียนมีบริการรับส่งนักเรียนไหม?

ขณะนี้โรงเรียนยังไม่มีบริการรถรับส่ง หากมีความจำเป็น เราสนับสนุนให้ผู้ปกครองรวมกลุ่มกันจัดการเดินทางร่วมกันในฐานะกัลยาณมิตรในชุมชนที่ช่วยกันดูแลลูกๆ