ระหว่างสภาพแวดล้อมที่แน่นิ่งในห้องสี่เหลี่ยม กับ สภาพจริงในธรรมชาติ คุณพ่อคุณแม่คิดว่าแบบไหนจะจุดไฟแห่งความอยากรู้อยากเห็นในตัวเด็กได้มากกว่ากัน
เด็กมีความช่างสงสัยมากกว่าที่ผู้ใหญ่คิด พวกเขาเป็นนักสำรวจที่ใส่ใจจดจ่อ หากผู้ใหญ่เข้าไปรับรู้ ชวนคิดชวนคุย ชวนค้นหาความหมาย เด็กจะค่อยๆ เชื่อมโยงและเข้าใจสิ่งต่างๆ

ความตั้งใจดีที่ผิดพลาด
ผู้ใหญ่มักจัดสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ของเด็กด้วยความตั้งใจดีว่าเหมาะสมต่อการกระตุ้นการเรียนรู้ของเด็ก อย่างเช่นการติดภาพ โปสเตอร์ และวัสดุประกอบการเรียนรู้ไว้ทั่วฝาผนังห้อง แต่นั่นคือความเข้าใจผิดที่อิงเอาตามจินตนาการของผู้ใหญ่
สภาพแวดล้อมเทียมสู้สภาพจริงของธรรมชาติ หรือชีวิตจริงไม่ได้ ภาพวาดป่าเขาที่สวยงาม สู้มดที่เดินเรียงแถวกันอยู่โคนต้นไม้ไม่ได้ ภาพผีเสื้อที่ฝาผนัง สู้ผีเสื้อที่บินตอมดอกไม้ในสวนไม่ได้ เพราะของจริงกระตุ้นความสนใจของเด็กได้ดีกว่า และ ช่วยให้เด็กได้ฝึกและปรับจูน “สัมผัสทั้งหก” ต่อชีวิตให้ละเอียดขึ้น กว้างขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การกระตุ้นพัฒนาการทางสมอง กระตุ้นการเชื่อมโยงใยประสาทในสมอง ได้แก่ การฝึกสำรวจ ฝึกเชื่อมโยง ฝึกแก้ปัญหา เหล่านี้เป็นพื้นฐานความสำเร็จในด้านวิชาการ และความสำเร็จในด้านอื่นๆ ของชีวิตในภายหน้า
สภาพแวดล้อมเทียมเป็นการจัดพื้นที่เรียนรู้ที่ขัดกันโดยสิ้นเชิงกับความเข้าใจต่อสมองเด็ก และต่อการเรียนรู้ของเด็ก หากสำรวจให้ดีจะพบว่ามันมาจากความหวังที่จะกรอกใส่ความรู้เข้าไปในสมองเด็กที่ “ว่างเปล่า”
ธรรมชาติการเรียนรู้ของเด็ก
แท้จริงสมองเด็กไม่ได้ว่างเปล่า เด็กปฐมวัยมีความรู้เดิมอยู่บ้างแล้วซึ่งเด็กใช้เป็นเครื่องดักจับความรู้ใหม่ และต่อยอดความรู้ความเข้าใจให้เชื่อมโยงและลึกซึ้งยิ่งขึ้น
ธรรมชาติการเรียนรู้ของเด็กเป็นการสร้างความรู้ใส่ตัว ไม่ใช่กระบวนการเอาความรู้จากภายนอกเทใส่สมองเด็ก หน้าที่ของผู้ใหญ่คือการสร้างโอกาส การกระตุ้นให้เด็กสนใจ ให้เขาสังเกตเพื่อเก็บข้อมูล และนำมาตีความหาความหมายเชื่อมโยงกับความรู้ความเข้าใจเดิม
สิ่งที่ท้าทายคุณพ่อคุณแม่และครูปฐมวัยมากกว่านั้นคือ พื้นที่เรียนรู้และพัฒนาการตามปกติของเด็กแต่ละคนแตกต่างกัน และเด็กบางคนอาจแตกต่างจากเด็กทั่วไปมาก จนผู้ใหญ่เข้าใจว่าเด็กผิดปกติ และตีตราเด็กบางคนว่าเป็นโรคสมาธิสั้น (ADHD) บ้าง โรคพัฒนาการด้านต่างๆ ผิดปกติบ้าง
“สิ่งที่ผู้ใหญ่พึงตระหนักไว้เสมอคือ เด็กที่ความประพฤติเลวร้ายรุนแรงอาจเป็นเด็กที่สมองเลิศอย่างที่สุด เป็นเด็กที่ถูกทำร้ายโดยหลักสูตรที่แข็งทื่อจับเด็กอยู่ในกรงขัง วิญญาณเสรีของเด็กเหล่านี้ทนไม่ได้ เพราะเขาสนใจสภาพแวดล้อมตามธรรมชาตินอกห้องเรียนมากกว่า เด็กเหล่านี้ถูกทำร้ายโดยระบบการศึกษาที่อ้างการฝึกวินัยให้แก่เด็ก” — ศ.นพ. วิจารณ์ พานิช
คุณค่าของการมาโรงเรียนในช่วงปฐมวัย
การเรียนรู้เกิดขึ้นในตัวเด็ก เอื้อโดยสภาพแวดล้อมหรือพื้นที่เรียนรู้ที่เหมาะสม ซึ่งไม่ถูกจำกัดอยู่ในห้องเรียนหรือโรงเรียน การเรียนรู้ไม่ได้มาจากนอกตัวเด็กอย่างที่มักเข้าใจผิดกัน การเรียนโดยเฉพาะการเรียนในช่วงปฐมวัยไม่ใช่การเทความรู้ใส่สมองเด็กที่ว่างเปล่า
ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องไม่ละเลยว่าพัฒนาการทางสังคมในปัจจุบัน ทำให้เด็กไม่ค่อยมีโอกาสเล่นกับเพื่อนวัยเดียวกัน (ซึ่งต่างกับสมัยก่อนที่เครือญาติอยู่ด้วยกันหรือเจอกันบ่อย และมีตรอกซอกซอยให้เล่นกับเพื่อนในระแวกบ้าน) การเข้าโรงเรียนอนุบาลเปิดโอกาสให้เด็กได้ฝึกทักษะทางสังคมกับเพื่อนวัยเดียวกัน เช่น การแบ่งปันของเล่น การเล่นด้วยกัน การฟังและพูดคุยกับเพื่อนวัยเดียวกัน ซึ่งคุณพ่อคุณแม่จะทราบดีจากการเห็นพัฒนาการที่ก้าวกระโดดของลูกเมื่อเข้าโรงเรียน
“คุณค่าสำคัญที่สุดของศูนย์เด็กเล็กและโรงเรียนอนุบาล คือ พื้นที่สำหรับฝึกปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น” — ศ.นพ. วิจารณ์ พานิช
การสร้างสภาพแวดล้อมที่เปิดโอกาสให้เด็กได้ปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ทั้งเพื่อนมนุษย์วัยเดียวกัน เพื่อนมนุษย์ต่างวัย และโลกธรรมชาติเป็นสิ่งที่พึงทำเพื่อพัฒนาการที่สมบูรณ์รอบด้านของเด็กอย่างเป็นธรรมชาติ
สุดท้ายแล้ว การเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยไม่ใช่เรื่องของสื่อสวยงามหรือหลักสูตรซับซ้อน สิ่งสำคัญเริ่มจากความไว้วางใจในศักยภาพของเด็ก การเปิดโอกาสและพื้นที่ให้เขาได้สำรวจ สงสัย ทดลอง และตีความโลกด้วยสายตาของตัวเอง เมื่อเด็กได้เรียนรู้จากสภาพจริงที่มีความหมายกับชีวิต เขาจะค่อยๆ เติบโตเป็นคนที่มั่นใจในตนเอง รักการเรียนรู้ และมีความละเอียดอ่อนต่อผู้คนและธรรมชาติรอบตัว ซึ่งเป็นของขวัญล้ำค่าที่สุดที่ผู้ใหญ่จะมอบให้ได้
เครดิต หนังสือ “พลังแห่งวัยเยาว์” ที่ถูกแปลและเรียบเรียงขึ้นโดย ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช จากหนังสือ The Importance of Being Little : What Young Children Really Need from Grownups โดย Ericka Christaki




Leave a Reply