พอดีพึ่งผ่านพ้นวันครบรอบการกลับคืนสู่ธรรมชาติของอาจารย์หม่อมดุษฎี บริพัตร ณ อยุธยา ผู้มีพระคุณอย่างยิ่งยวดต่อวงการศึกษาปฐมวัยในประเทศไทย ผู้ซึ่งเราทุกคนเคารพรัก จึงอยากแบ่งปันข้อคิดและบทสัมภาษณ์ของท่าน พร้อมชวนครู นักการศึกษา และคุณพ่อคุณแม่ มาทบทวนความหมายของการเป็นครูและผู้ใหญ่ที่ดูแลเด็กกันสักนิด

“เด็กคือครูของเรา”
หลายคนอาจสงสัยว่าเด็กที่ยังไม่รู้อะไรเลย จะมาสอนผู้ใหญ่ได้อย่างไร?
แต่ด้วยประโยคสั้นๆ นี้ อาจารย์หม่อมได้ปลุกสำนึกลูกศิษย์หลานศิษย์ทั่วทุกสารทิศ ให้เรามองเด็กด้วยความเคารพว่านอกจากพวกเขาจะเป็น “ผู้ให้ความรู้ทางทฤษฎีและความช่ำชองในการปฏิบัติแก่ผู้สอน” แล้ว เด็กๆ ยังแสดงให้เห็นถึงความงดงามตามธรรมชาติ ความใฝ่รู้ ความสามารถในการคิดและจัดการตนเอง และหัวใจที่เมตตาเอื้อเฟื้ออย่างไร้เงื่อนไข หลายครั้งเพียงคำพูดหรือการกระทำอันไร้เดียงสาของเด็ก ก็สามารถกระตุกใจให้เราฉุกคิด กลับมามองโลกด้วยสายตาที่เปิดกว้าง และเรียนรู้ที่จะเป็นมนุษย์ที่จริงแท้ยิ่งขึ้น
ท่านเคยกล่าวว่า
“จงสอนเด็กปฐมวัยให้อยากอ่านก่อนอ่านได้ อยากเขียนก่อนเขียนได้”
เราอาจมองว่าประโยคนี้เป็นประโยคบอกเล่าเทคนิคการสอนก็ได้ แต่หากมองให้ลึกไปอีกนิด จะพบว่าแท้จริงแล้วเป็นคำเชื้อเชิญให้ครูและพ่อแม่ได้กลับมาทบทวนตัวเองในทุกขณะ ว่าทุกอย่างที่เราทำ เรากำลังทำเพื่อเด็กจริงๆ หรือเราเองกำลังถูกขับเคลื่อนด้วยความกลัวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในตัวเรา กลัวว่าเขาจะสอบไม่ติด กลัวว่าเขาจะตามเพื่อนไม่ทัน กลัวว่าเขาจะไม่มีความสุข
หากวิธีที่เราจะทำให้เด็กอ่านออกเขียนได้นั้นพรากความสุขและความอยากรู้อยากเห็นของเขาไป… เรากำลังทำเพื่อใครกันแน่?
เรากำลังเรียนอะไรจากครูของเรา?
เมื่อเราเชื่อว่า เด็กคือครูของเรา คำถามที่ตามมาคือ ครูและพ่อแม่ กำลังร่ำเรียนอะไรจากเด็ก? เรากำลังเรียนทฤษฎีจิตวิทยาพัฒนาการ ทักษะการจัดกระบวนการเรียนรู้ ปรัชญาการศึกษาเพียงอย่างเดียว หรือแท้จริงแล้วเรากำลังเรียนรู้ที่จะขัดเกลาตนเองในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง เพื่อค้นพบศักยภาพของตนเองและผู้อื่นอยู่ด้วย
อาจารย์หม่อมเน้นว่า
“ก่อนจะเปลี่ยนพฤติกรรมเด็ก ต้องเปลี่ยนพฤติกรรมครูเสียก่อน”
การส่งต่อความรักและความเมตตาต่อผู้อื่นเริ่มจากตัวเราเอง ความระลึกรู้คุณต่อชีวิต ความมีสติ ความกตัญญู ความอ่อนโยน ความกล้าหาญ ความมุ่งมั่น ความซื่อสัตย์ ฯลฯ คุณค่าเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ถ่ายทอดไม่ได้ด้วยคำพูด แต่ผ่านการกระทำและความรู้สึก
หากการติดต่อสื่อสารของเรายังเต็มไปด้วยความกลัวหรือความเกลียดชัง หากกระบวนการตัดสินใจของเรายังไม่เคารพศักยภาพในการตัดสินใจได้ของมนุษย์แต่ละคน หากการหาเลี้ยงชีพของเรายังเต็มไปด้วยความโลภ และมุมมองต่อโลกเต็มไปด้วยการแข่งขัน เราจะส่งต่อคุณค่าที่เราปรารถนาให้เด็กๆ ได้อย่างไร?
เด็กมองและเรียนรู้จากสิ่งที่ผู้ใหญ่ทำอยู่เสมอ ความคิด ความเชื่อ และคุณค่าที่เรายึดถือปรากฏผ่านการกระทำของเรา พ่อแม่หลายคนรู้ดีว่าการปฏิสัมพันธ์กับลูกเป็นโอกาสทองในการทบทวนความคิด ความเชื่อ และคุณค่าของตัวเอง อารมณ์ของเราทั้งความโกรธ ความกลัว ความเศร้า ความดีใจ ความภูมิใจ ความขอบคุณ ฯลฯ คือกระจกสะท้อนให้เห็นว่าชีวิตของเราให้ความสำคัญกับคุณค่าอะไร เพราะอะไร เปิดโอกาสให้เราได้ทบทวนและขัดเกลาตนเอง ทำให้เราได้ทบทวนพฤติกรรมว่าสอดคล้องกับความเชื่อหรือไม่ และทบทวนขุดคุ้ยความเชื่อและระบบคุณค่าว่าเป็นประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่นหรือเปล่า
อาจารย์หม่อมสอนว่า “ทำอะไรให้ใจตามรู้ ใจคิดอะไรให้จิตตามดู” การสอนเด็กและทุกชั่วขณะคือการเรียนรู้ตนเอง
บทคัดจากบทสัมภาษณ์อาจารย์หม่อม
วิญญาณครูมีลักษณะอย่างไร?
“ต้องเป็นแม่ด้วย เป็นแม่และเป็นอะไรอีกหลายอย่าง คือแม่ต้องเป็นครู และครูต้องมีความเป็นแม่ แยกไม่ออกเลย เป็นพาร์ทเนอร์กันจริงๆ วิญญาณครูแท้จริงต้องมีเมตตา ต้องมีความเป็นพรหม ในความเป็นแม่ ต้องปฏิบัติถึงใจด้วย ไม่ใช่แค่รู้ทฤษฎี”
เวลามีอารมณ์กับเด็ก ควรทำอย่างไร?
“ต้องเคลียร์ตัวเองก่อน จัดการล้างวิญญาณใหม่ รู้จักตนเอง พัฒนาตนเอง ถ้าเราคุมและไวต่อชีวิตข้างในของเรา สิ่งที่ดีหรือไม่ดีในตัวเรา เราก็จะคุมไวในการดูคนอื่นด้วย … ทีนี้ยุคเราก็อายในการที่จะปฏิบัติตัวเองรู้จักตัวเอง … ถึงเขาแนะให้ช่วยตัวเองก็ยังไม่ช่วยอีก ก็ยิ่งไม่ได้ เขามี Group Therapy ก็ไม่ชอบ ต้องฝืนใจทำ และต้องคุ้ยออกมาให้หมด มันถึงจะเข้าใจคนอื่น ไม่งั้นมันทำไม่ได้ อันนี้ต้องมาก่อน ประการที่สอง เรื่องเมตตา สำคัญมาก ต้องทำจริงๆ แล้วก็ไม่ยาก ถ้ารู้วิธี”
เมื่อครูโกรธ จะสอนเด็กอย่างไร?
“เรื่องความโกรธ เราเคยสอนเด็กอยู่เสมอว่าความโกรธไม่ดี ไม่ให้โกรธ แต่ทำได้ไหม? ตัวครูเองยังทำไม่ได้เลย ฉะนั้นสิ่งที่ควรทำก็คือให้ยอมรับความจริง แล้วชี้ให้เห็นว่าความโกรธเป็นอย่างไร เด็กจะได้เห็นตัวอย่าง วันนี้ครูโกรธนะ ครูหงุดหงิดนะ เพราะฉะนั้น ขอให้นั่งนิ่งๆ เดี๋ยวครู จะโมโหเอา คือให้ยอมรับความจริงว่า สิ่งนี้มันเกิดขึ้นได้ แต่ให้เด็กเห็นว่าเมื่อโกรธแล้วเรามีวิธีบังคับตัวเองอย่างไร เช่น ครูจะเงียบ ไม่พูดอะไร เพราะกำลังโกรธ เดี๋ยวครูใจเย็นๆ แล้วค่อยคุยกันใหม่ ก็ทำให้เด็กดู เป็นแบบอย่างว่าเวลาโกรธต้องไม่ร้อง ไม่พรวดพราด ไม่ดิ้นตึงตัง ครูต้องหาโอกาสคลุกคลี เล่นกับเด็กบ้าง ควรหัดให้เขามีสัมมาคารวะ การคลุกคลีกับเด็กมันจะมีจังหวะของมัน เราจึงสามารถคลุกคลีกับเด็กได้โดยไม่ให้เขาก้ำเกินเรา”
คำสอนของอาจารย์หม่อมช่วยให้เราเห็นภาพชัดขึ้นว่าการเป็นครูหมายถึงการเรียนรู้และพัฒนาตนเองไปพร้อมกับเด็ก
บทสรุป
แท้จริงแล้ว การสอนคือการเรียน การเป็นผู้ใหญ่ที่เคารพความเป็นมนุษย์ของเด็กคือเส้นทางขัดเกลาตนเอง ในเส้นทางนี้ ครูและผู้ปกครองทุกคนได้เรียนรู้ไปพร้อมกับเด็กๆ เพื่อให้เราเองเป็นผู้สงบเย็น เป็นสุข และเป็นประโยชน์ต่อตนและโลกใบนี้
ด้วยความขอบคุณและระลึกถึงครู
ที่มา: บทสัมภาษณ์อาจารย์หม่อมดุษฎี บริพัตร ณ อยุธยา, รวมข้อคิดจากลูกศิษย์




Leave a Reply