การอ่านหนังสือกับลูก: ทางเล็กๆ ที่ยาวไกล

ในช่วงนิทรรศการ คุณครูดีใจมากที่เห็นคุณพ่อคุณแม่หลายท่านยืนถ่ายรูปหน้าปกหนังสือภาพที่พวกเราใช้กันที่โรงเรียนเพื่อที่จะซื้อไว้อ่านกับลูกที่บ้าน เพราะเราเชื่อในพลังของหนังสือภาพมากว่าเป็นประโยชน์กับพัฒนาการของเด็กๆ

สำหรับหลายๆ ท่าน การเปิดหนังสือภาพอ่านกับลูกเล็กๆ อาจดูเหมือนกิจกรรมเล็กน้อยที่แค่ช่วยกล่อมลูกก่อนนอน แท้จริงแล้วช่วงเวลาที่เรียบง่ายเหล่านั้นเป็น “ของขวัญทางภาษาและความสัมพันธ์” ที่จะส่งผลยาวไกลกว่าที่คิด

งานวิจัยของ OECD เคยสรุปไว้อย่างน่าสนใจว่า

“เด็กที่ได้อ่านหนังสือกับพ่อแม่ตั้งแต่ยังเล็ก มักมีผลการอ่านที่ดีกว่าเมื่อโตถึงอายุ 15 ปี ช่องว่างนี้อาจมากถึง 63 คะแนน เทียบเท่ากับการเรียนเพิ่มอีกกว่าหนึ่งปีครึ่ง”

เบื้องหลังสิ่งที่ยิ่งใหญ่นี้ สามารถเริ่มได้ง่ายๆ ที่บ้าน จากเวลาสั้นๆ ที่พ่อแม่เลือกวางมือถือไว้ข้างตัว แล้วยกหน้าปกของนิทานให้ลูกดู

อ่านหนังสือด้วยกัน ไม่ใช่เพื่อ “สอนให้เก่ง” แต่เพื่อ “อยู่ด้วยกัน”

เด็กเล็กต้องการเวลา และจะมีอะไรดีไปกว่าเวลาที่เขาได้มีเพื่อนร่วมจินตนาการที่พร้อมหัวเราะกับตัวละครในหนังสือ สนใจในสิ่งที่เขาชี้ หรือร่วมตื่นเต้นไปกับเรื่องราวที่กำลังเกิดขึ้น การอ่านด้วยกันไม่จำเป็นต้องนั่งตัวตรง อ่านตามบรรทัดอย่างถูกต้อง แค่เปิดหนังสือ พูดคุย สังเกตภาพ และให้ลูกได้มีส่วนร่วม ก็เพียงพอแล้วที่จะปลุกไฟแห่งภาษาและความคิด

พ่อแม่บางคนอาจรู้สึกกังวลว่าเราอ่านไม่เก่งหรือออกเสียงไม่ชัด แต่จริงๆ แล้ว เด็กไม่ได้จดจำเสียงที่ถูกต้องเท่ากับความรัก ความเอาใจใส่ ที่เรามีให้ การอ่านแบบนี้สร้างทั้งคลังคำในสมอง และความอบอุ่นในใจไปพร้อมกันเราอยากให้ลูก “อ่านหนังสือได้” แต่จริงๆ แล้ว สิ่งสำคัญกว่านั้นอาจไม่ใช่แค่ “อ่านได้” แต่อยู่ที่ “อยากอ่าน” ต่างหาก
อาจารย์หม่อมดุษฎี บริพัตร ณ อยุธยา กล่าวไว้อย่างงดงามว่า

“เราต้องให้เด็กอยากอ่านก่อนอ่านได้ อยากเขียนก่อนเขียนได้”

เพราะแรงบันดาลใจ ความสนุก และความอบอุ่นที่เกิดจากประสบการณ์กับหนังสือในช่วงปฐมวัย คือรากฐานของการเรียนรู้ที่ยั่งยืนกว่าคำว่า “เก่งอ่าน” เพียงอย่างเดียว

จะเริ่มอย่างไรดี ถ้าอยากให้การอ่านกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน

เริ่มจากช่วงเวลาสั้นๆ ที่เป็นธรรมชาติที่สุดในวันของคุณพ่อคุณแม่ เช่น
เช้า ตอนรออาหาร ลองเปิดหนังสือภาพสั้นๆ แล้วคุยกันว่า “วันนี้ท้องฟ้าเหมือนในหนังสือนี้ไหม”
บ่าย หลังกลับจากโรงเรียน ให้ลูกหยิบหนังสือที่เขาชอบที่สุด แล้วให้เขา “อ่าน” ให้เราฟังบ้าง แม้จะยังไม่รู้คำ เด็กก็จะใช้ภาพและจินตนาการเล่าเรื่องได้ บางทีอาจจะสนุกกว่าเรื่องที่เขียนไว้แล้วด้วยซ้ำ
ก่อนนอน เป็นเวลาทองของการเชื่อมโยงอารมณ์ หนังสือเล่มเดิมซ้ำๆ ช่วยให้เด็กรู้สึกปลอดภัย และค่อยๆ จดจำคำกับจังหวะของภาษาได้เอง

สิ่งสำคัญคือความต่อเนื่อง และความตั้งใจที่เรามีให้ลูกในแต่ละครั้ง

เคล็ดลับเล็กๆ ให้การอ่านสนุกและมีประโยชน์

ลองชี้ภาพแล้วถามลูกว่า “ตรงนี้เกิดอะไรขึ้นนะ?” หรือ “หนูคิดว่าเจ้ากระต่ายจะทำยังไงต่อ?”
และ หากมีความเงียบบ้างก็ไม่เป็นไร บางครั้งเด็กก็กำลังคิดใคร่ครวญ หรือกำลังซึมซับเรื่องราวอยู่ภายใน ถ้าเรื่องมีเสียงหรือจังหวะซ้ำๆ เช่น “ตุ่ม! ตุ่ม!” หรือ “โห่ ฮิ้ว!” ให้เด็กพูดตามบ้างก็อาจจะช่วยสร้างการมีส่วนร่วมได้ จริงๆ แล้วสิ่งที่ช่วยได้มากคือการรู้จักลูกของเรา อยู่กับชั่วขณะนั้น ให้พลังความสนใจของเราให้เต็มที่ และอนุญาตให้สิ่งที่อยากจะเกิดได้เกิด เพียงเราช่วยอำนวยให้ทุกอย่างเป็นไปตามที่มันต้องเป็น

สำหรับเด็กที่ยังไม่สนใจหนังสือ ลองเริ่มจากเรื่องที่ใกล้ตัว เช่น เรื่องที่ลูกสนใจ เรื่องสัตว์เลี้ยงในบ้าน สิ่งที่ลูกพึ่งเจอ

งานวิจัยสมัยใหม่พบว่า คุณภาพสำคัญกว่าปริมาณ เด็กได้ประโยชน์จากการอ่านร่วมกันมากขึ้นเมื่อ “พ่อแม่พูดคุยกับลูกระหว่างอ่าน” มากกว่าการอ่านเฉยๆ แบบผ่านๆ สิ่งที่มีผลมากที่สุดคือการเชื่อมโยง เมื่อพ่อแม่พูดถึงสิ่งในหนังสือกับชีวิตจริงของลูก เช่น “เหมือนตอนที่หนูช่วยรดน้ำต้นไม้เลยนะ” เด็กจะเริ่มเชื่อมคำกับประสบการณ์ ซึ่งจะช่วยให้การเรียนรู้เป็นไปโดยธรรมชาติมากขึ้น

และถ้าวันไหนไม่มีแรงอ่านก็ไม่เป็นไรเลย ไม่มีใครต้องสมบูรณ์แบบตลอดเวลา บางวันอาจแค่กอดลูกไว้ แล้วเล่าเรื่องจากใจสั้นๆ เช่น “แม่เคยมีวันหนึ่งที่เจอแมวเหมือนในหนังสือเล่มนี้เลย” นั่นก็เป็นการปลูกเมล็ดพันธุ์แห่งการรักภาษาและการอ่านได้เช่นกัน

สรุป

การอ่านด้วยกันเป็นทั้งเรื่องของทักษะภาษาและความสัมพันธ์ ที่เรา “อยู่ด้วยกันอย่างตั้งใจ” ในความตื่นเต้น ตลก หรือเศร้าในหน้าหนังสือ และในความเงียบระหว่างหน้าหนังสือ เด็กๆ ได้เรียนรู้มากมาย ทั้งภาษา อารมณ์ ความคิด และความรัก และเมื่อวันหนึ่งเขาเปิดหนังสือเองได้ เขาจะได้ยินเสียงของเราซ่อนอยู่ในทุกประโยค

นอกจากหนังสือจะเป็นแหล่งที่มาของความรู้แล้ว หนังสือยังเป็นที่มาของความรักในการอ่านของลูก และเป็นสะพานที่เชื่อมระหว่างพ่อแม่กับลูก ระหว่างโลกเล็กๆ ในบ้าน กับโลกกว้างที่รอให้เขาออกไปเรียนรู้ด้วยกายใจ อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางการเรียนรู้ของเราได้ที่นี่

Leave a Reply

คำถามที่พบบ่อย

การรับสมัครนักเรียน
เด็กสามารถเข้าโรงเรียนอนุบาลเทพารักษ์ได้ตั้งแต่อายุเท่าไหร่?

เรารับนักเรียนตั้งแต่ชั้นเตรียมอนุบาล โดยเด็กควรมีอายุครบ 2 ปีบริบูรณ์ในวันที่ 16 พฤษภาคมของปีการศึกษานั้นๆ เพื่อให้พร้อมต่อการปรับตัวและได้รับประสบการณ์การเรียนรู้ที่เหมาะสมกับวัย

สามารถเข้าเรียนชั้นอนุบาล 2 หรือ 3 ได้ไหม?

เด็กสามารถเข้าเรียนชั้นอนุบาล 2 หรือ 3 ได้ โดยขึ้นอยู่กับจำนวนที่นั่งว่างในแต่ละปีการศึกษา และการพิจารณาความพร้อมของโรงเรียนในการดูแลเด็กแต่ละช่วงวัยอย่างใกล้ชิดและทั่วถึง

โรงเรียนเปิดรับสมัครเมื่อไหร่และมีขั้นตอนอย่างไร?

ผู้ปกครองที่สนใจสมัครเรียนสามารถกรอกแบบฟอร์มแสดงความประสงค์ได้ทางออนไลน์ ซึ่งจะเปิดในช่วงไตรมาสที่ 3 สามารถอ่านเกี่ยวกับขั้นตอนการรับสมัครเพิ่มเติมได้ที่นี่

แนวทางการเรียนการเรียนรู้
โรงเรียนมีแนวทางการเรียนการสอนอย่างไร?

เราใช้แนวทางการเรียนรู้ผ่านการเล่น (Play-based Learning) เป็นหลัก โดยเน้นการลงมือทำและการใช้ชีวิตจริงในแต่ละวัน เด็กจะเรียนรู้และค้นพบอัจฉริยภาพในตัวเอง (Multiple Intelligence) ได้พัฒนาอย่างเป็นองค์รวมทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และจิตใจ เราใช้ศิลปะ ดนตรี และการเคลื่อนไหวประกอบการเรียนรู้ เด็กๆ จะได้เล่นและเรียนจากธรรมชาติทั้งภายในและรอบนอกตัวเอง โดยสอดคล้องกับความสนใจและพัฒนาการของเด็ก การเรียนในแนวทางนี้จะช่วยหล่อเลี้ยงแรงบันดาลใจในการเรียนรู้จากภายในให้เติบโต อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่

โรงเรียนมีวิธีการประเมินพัฒนาการเด็กอย่างไร?

เราใช้การสังเกตใกล้ชิดอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งบันทึกพัฒนาการของเด็กในรูปแบบแฟ้มสะสมงาน (portfolio) และรายงานพัฒนาการที่เป็นภาพรวมจากหลายมิติ เพื่อสะท้อนการเติบโตของเด็กอย่างรอบด้าน

พ่อแม่สามารถมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ของลูกได้มากน้อยแค่ไหน?

เราให้ความสำคัญกับความร่วมมือระหว่างบ้านกับโรงเรียน และเปิดพื้นที่ให้ผู้ปกครองมีส่วนร่วมอย่างเหมาะสม เช่น การแลกเปลี่ยนข้อมูลพัฒนาการผ่านบันทึกลูกรักรายสัปดาห์ การทำโครงงานร่วมกับลูก การเข้าร่วมกิจกรรมในโอกาสต่างๆ การประชุมร่วมกัน เราเห็นว่าความร่วมมือระหว่างบ้านและโรงเรียนเป็นสิ่งสำคัญ และเรายินดีที่จะเปิดรับความคิดเห็นและความห่วงใยของผู้ปกครองเสมอ

ชีวิตประจำวันของเด็กๆ
มีอาหารกลางวันให้ไหม และมีตัวเลือกสำหรับเด็กที่แพ้อาหารหรือไม่?

โรงเรียนจัดเตรียมอาหารกลางวันและของว่างที่เหมาะสมกับวัย โดยเน้นอาหารที่สดใหม่ ปรุงจากวัตถุดิบคุณภาพดี และปลอดภัยสำหรับเด็ก หากลูกมีข้อจำกัดด้านอาหารหรือแพ้อาหารบางประเภท ผู้ปกครองสามารถแจ้งให้โรงเรียนทราบเพื่อจัดเมนูเฉพาะให้ได้ โดยคุณครูประจำชั้นและพนักงานจะช่วยระมัดระวังทุกครั้งในช่วงรับประทานอาหารกลางวัน อาหารว่าง และกิจกรรมประกอบอาหารต่างๆ

โรงเรียนมีนโยบายเกี่ยวกับการนอนกลางวันอย่างไร?

เราจัดเวลาให้นอนกลางวันในช่วงหลังอาหารกลางวันสำหรับชั้นเตรียมอนุบาล จนถึงชั้นอนุบาล 2 โดยเด็กสามารถเลือกได้ว่าจะนอนพักจริงๆ หรือพักผ่อนเงียบๆ กับมุมสงบ เราเคารพความต้องการของแต่ละคน เพราะเด็กบางคนอาจไม่ต้องการนอนในบางวัน การนอนหรือการพักเป็นส่วนหนึ่งของการฟังร่างกายตัวเอง ซึ่งเป็นทักษะสำคัญที่เราส่งเสริม

เด็กๆ ได้ทำกิจกรรมกลางแจ้งบ่อยแค่ไหน?

โดยปกติแล้วเด็กๆ จะได้ทำกิจกรรมกลางแจ้งทุกวัน เราให้ความสำคัญกับการใช้เวลาในธรรมชาติอย่างสม่ำเสมอ ทั้งการเล่นอิสระที่สนาม การทำสวน การเรียนรู้จากสิ่งแวดล้อมรอบตัว เพราะเราเชื่อว่าธรรมชาติคือครูที่ดีที่สุดในการส่งเสริมทั้งสุขภาพกายและสุขภาวะทางใจ ทั้งนี้จะมีการประเมินความเหมาะสมของสภาพอากาศและคุณภาพอากาศก่อนเด็กออกมาเล่นทุกครั้ง

โรงเรียนมีบริการรับส่งนักเรียนไหม?

ขณะนี้โรงเรียนยังไม่มีบริการรถรับส่ง หากมีความจำเป็น เราสนับสนุนให้ผู้ปกครองรวมกลุ่มกันจัดการเดินทางร่วมกันในฐานะกัลยาณมิตรในชุมชนที่ช่วยกันดูแลลูกๆ

Discover more from โรงเรียนอนุบาลเทพารักษ์

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading